วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประวัติของ มารีโอ บาโลเตลลี่

พนันบอลออนไลน์


                                     
ประวัติของ มารีโอ บาโลเตลลี่


                                          

                                                           


ชื่อเต็ม มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลี่


เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1990 (24 ปี)


สถานที่เกิด ปาร์แลโม่,อิตาลี


ส่วนสูง 189 เซนติเมตร


ตำแหน่ง กองหน้า


สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล




มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลี่ นักฟุตบอลอาชีพชาวอิตาลีเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวรุกให้กับลิเวอร์พูลและทีมชาติอิตาลี ทั้งนี้บาโลเตลี่เป็นนักฟุตบอลที่รับรู้กันดีว่า มีพฤติกรรมส่วนตัวที่แย่กับหลายสโมสร
บาโลเตลลี่ เป็นชาวอิตาลีเชื้อสายกาน่า ครอบครัวมีฐานะยากจนมากแถมมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่เด็กทำให้พ่อกับแม่ต้องตัดสินใจส่งให้กับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกว่าดูแลเมื่ออายุ 3 ขวบ




เส้นทางในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

บาโลเตลลีเริ่มอาชีพในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรลูเมซซาเน และได้เล่นในทีมชุดใหญ่เพียง 2 ครั้งเคยทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลนา แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จากนั้นได้ร่วมกับอินเตอร์มิลาน ในปี ค.ศ. 2007 โรแบโต้ มันซินี่ ผู้จัดการทีมนำบาโลเตลลีเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ แต่เมื่อมันซินีออกจากทีมไปวินัยของบาโลเตลลีก็แย่ลง บาโลเตลลีไม่ลงรอยกับโซเซ มูรินโย ผู้ช่วยผู้จัดการทีมและในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ก็ถูกพักออกไปจากทีมชุดใหญ่หลังมีปัญหาด้านวินัย ปัญหาเริ่มมากขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 เมื่อถูกวิจารณ์อย่างหนักจากแฟนๆอินเตอร์มิลาน เมื่อบาโลเตลลีออกรายการโทรทัศน์อิตาลีที่ชื่อ Striscia la Notizia โดยสวมเสื้อเอซี มิลาน สถานการณ์ในทีมของบาโลเตลลียังแย่ลงเรื่อยๆแต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ลงสนามเป็นครั้งคราว และสถานการณ์ก็มาเลวร้ายสุดๆ เมื่อบาโลเตลลีโยนชุดอินเตอร์ มิลานลงบนพื้น หลังจากถูกแฟนบอลสโมสรโห่ในรายการ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ในรอบรองชนะเลิศที่เสมอกับบาร์เซโลนา พนันบอลออนไลน์


เมื่ออนาคตกับอินเตอร์มิลานไม่แน่นอน บาโลเตลลีก็ได้รับการติดต่อจากมันซินี อดีตผู้จัดการของอินเตอร์มิลานให้ย้ายไปร่วมกับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่นั่นบาโลเตลลีได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าช่วงปลายฤดูกาลมันชินีได้ระบุว่าบาโลเตลลีเป็นนักฟุตบอลที่ไม่อาจจะควบคุมได้ และสั่งระงับการลงเล่นของเขาในรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ในนัดที่พบกับเรอัลมาดริด ถึงขนาดมีข่าวลือว่าทั้งคู่เกือบจะชกต่อยกันในสนามฝึกซ้อม แต่มันชินีก็ได้ปฏิเสธ ต่อมาบาโลเตลลีได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมเอซีมิลาน ในอิตาลีประเทศของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ต้นฤดูการ 2014-15 เมื่อลิเวอร์พูลได้ขอซื้อตัวบาโลเตลลีกลับไปยังพรีเมียร์ลีกอีกครั้งด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ สัญญา 3 ปี ทั้งที่สโมสรที่มีเขากับบาโลเตลลีมาอย่างต่อเนื่องคือ อาร์เซนอล



สโมสรอินเตอร์มิลาน


บาโลเตลลีได้ย้ายไปอินเตอร์มิลานในปี 2006 โดยยืมตัวแบบดป็นเจ้าของร่วมกันในราคาเบื้องต้น 150,000 ยูโร วันที่ 8 พฤศจิกายน 2007 เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่พบ เซฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเป็นแมตช์ฉลองครบ 150 ของเซฟฟิลด์ โดยเกมนั้นเขายิงไป 2 ลูกจากชัยชนะ 5-2 บาโลเตลลีได้ลงเล่นนัดแรกในเซรีอา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2007 แทนที่ ดาวิด ซัวโซ่ ในเกมที่ชนะกายารี่ 2-0 ในเดือนพฤศจิกายน 2008 บาโลเตลลีกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของอินเตอร์มิลานที่ยิงประตูได้ในรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกโดยซัดไป 1 เม็ด ในนัดที่เสมอ อนอร์โธซิส ฟามากัสต้า 3-3 พนันบอลออนไลน์







สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิติ้


วันที่ 12 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลีตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 21.8 ล้านปอนด์โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเจ้านายเก่า โรแบโต้ มันชินี โดยเลือกสวมเบอร์ 45 ที่ขอมาจาก เกร็ก ดันนิ่งแฮม วันที่ 19 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลีลงประเดิมให้ทีมในเกมที่บุกไปเยือน โปเลคติก้า ทิมิโซร่า 1-0 ในถ้วยยูโรป้า ลีก จากนั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2010 ก็เปิดซิงให้ทีมในเกมลีกที่แพ้อาร์เซนอล 3-0 ต่อมาวันที่ 30 ตลาคม เขาทำให้ทีมได้ 1 ประตู ในเกมที่เฉือนชนะ วูลฟ์แฮมป์ตันไป 2-1 วันที่ 21 ธันวาคม 2010 เขาได้รับรางวัลโกเด้น บอย ซึ่งได้รับถัดจาก ลิโอเนล เมสซี่ ในปีก่อน วันที่ 28 ธันวาคม 2010 เขาทำแฮตทริกครั้งแรกให้ทีม ในนัดที่ถล่ม แอสตัว วิลล่า 4-0 วันที่ 14 พฤษภาคม 2011 เขากลายเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่ชนะ สโต้ค ซิตี้ ไป 1-0 เป็นโทรฟี่แรกของสโมสรในรอบ 35 ปี


ฤดูกาลที่ 2011-12

เขาประเดิมลูกแรกของฤดูกาล 2011-12 ในนัดที่ชนะ เบอร์มิงแฮม ซิติ้ ไป 2-0 ในถ้วยลีกคัพ วันที่ 23 ตุลาคม 2011 เขากดไปสองลูกในเกมที่ชนะ แมนเชเตอร์ ยูไนเต็ด คาสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด 6-1 จากนั้นเขาได้ประเดิมเกมถ้วยยุโรปครั้งแรกที่พบกับ บียาร์ริล โดยซัดจุดโทษไป 1 ลูก


ฤดูกาลที่ 2012-13

ในเดือนธันวาคม 2012 เขามีปัญหาอีกครั้งจนถูกลงโทษปรับเงินค่าแรง 2 สัปดาห์ ในเรื่องความประพฤติ จนพลาดการเล่นไปอีก 11 เกมเพราะโทษแบน พนันบอลออนไลน์





สโมสรเอ.ซี. มิลาน


วันที่ 29 มกราคม 2013 เอซี มิลาน ประกาศคว้าตัวเขามาร่วมทีม ด้วยสัญญา 5 ปี มูลค่า 20 ล้านปอนดโดย มันชินี บอกว่านี่คือเรื่องที่ถูกต้องที่เขาย้ายไป และสักวันเขาจะกลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก โดยบาโลเตลลี ยังเลือกสวมเบอร์ 45 ตามเดิม


ฤดูกาลที่ 2012-13

วันที่ 3 มีนาคม บาโลเตลลีประเดิมเหมาสองประตูให้ มิลาน ในเกมที่ชนะอูดิเน่เซ่ 2-1 ต่อมาเขากดเบิ้ลได้อีกในเกมที่เจอกับ ปาร์ม่า ซีซั่นนี้เขาโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจมาก จบซีซั่นเขาซัดไป 12 ลูก จาก 13 เกม และพาทีมคว้าโควต้า ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้ด้วย พนันบอลออนไลน์


ฤดูกาลที่ 2013-14

วันที่ 22 กันยายน 2013 เขาพลาดการยิงจุดโทษเป็นครั้งแรกจาก 22 ครั้ง โดยถูกเซฟจาก เปเป เรน่า ในเกมแพ้ นาโปลี 2-1 โดยเกมที่ฮือฮาของเขาคือเกมที่เสมอ ลิวอร์โน่ 2-2 เขายิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลาด้วยความแรง 109 กิโลเมตรต่อชั่งโมง


ฤดูกาลที่ 2014-15

วันที่ 21 สิงหาคม 2014 มิลานได้ตกลงขายเขาให้กับทีม ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดยมีรายงานว่าเขาเตรียมออกจากมิลาน พร้อมร่ำลาทีมไว้เรียบร้อยแล้ว พนันบอลออนไลน์





สโมสรลิเวอร์พูล



บาโลเตลลีได้ย้ายจาด เอซี มิลาน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดยเขาก็ได้สวมเสื้อหมายเลข 45 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2014 เขาได้ลงสนามนัดแรกในเกมที่ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่ ไวต์ฮาร์ตเลน 3-0 ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน 2014 เขาได้ทำประตูแรกให้กับลลิเวอร์พูล ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก นัดที่ลิเวอร์พูลเอาชนะ ลูโตโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-1 ได้ที่สนามแอนฟิลด์ ต่อมาใน แคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 3 บาโลเตลลีได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดที่ทีมเสมอกับ มิดเดิลส์เบรอ 1-1 ในเวลา 90 นาที และในช่วงต่อเวลาพิเศษเสมอ 2-2 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษและ บาโลเตลลี ยิงจุดโทษเข้า 2 ประตู ช่วยให้ลิเวอร์พูล เอาชนะในการยิงจุดโทษ 14-13 ต่อมาใน แคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 4 เขาได้ลงสนามเป็นตัวสำรองและยิงประตูตีเสมอใช่วงท้ายเกมการแข่งขันก่อนที่ลิเวอร์พูลเอาชนะ สวอนซีซิตี้ 2-1 ได้ที่สนามแอนฟิลด์




ทีมชาติอิตาลี


ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012

วันที่ 10 มิถุนายน 2012 บาโลเตลลีได้เป็นนักเตะผิวสีคนแรกที่ได้ลงสนามให้อิตาลีในทัวร์นาเม้นใหญ่ในเกมที่เสมอ สเปน 1-1 โดยเป็นเกมที่เขาโชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่ ต่อมา วันที่ 18 มิถุนายน 2012 เขาก็ทำประตูแรกในรายการนี้ได้ในเกมชนะ ไอซ์แลนด์ 2-1 โดยจังหวะฉลองประตู เขาถูก เลโอนาโด้ โบนุชชี่ ปิดปากไว้ เนื่องจากกลัวจะสร้างปัญหาอะไรขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็โดน เซซาเร่ ปรันเดลลี่ ดอร์ปไว้ข้างสนาม เนื่องจากโชว์ฟอร์มไม่ดี โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเหมาสองลูก พาทีมชนะเยอรมนีไป 2-1 ภายใน 40 นาทีแรกของเกม และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ แม้ที่สุดจะได้แค่รองแชมป์หลังแพ้สเปน 4-0 ก็ตาม



ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก

วันที่ 1 มิถุนายน 2014 บาโลเตลลี ถูกเรียกตัวติดใน 23 ผู้เล่นทีมชาตอิตาลี ชุดลุยบอลโลก 2014 โดยนัดเปิดสนามเขายิงประตูชัยให้ทีมชนะ อังกฤษ 2-1 แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาตกรอบแรกของรายการนี้




พนันบอลออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น